Bath&Bloom ร่วมมือกับ การบินไทย พัฒนา ‘กลิ่นไทย : A reflection of THAI’ รังสรรค์ผลิตภัณฑ์พิเศษสำหรับใช้บนเครื่องบิน เพื่อสร้างประสบการณ์เชื่อมโยง 'กลิ่นไทย' และความทรงจำของผู้โดยสารในทุกการเดินทาง
Bath&Bloom แบรนด์เครื่องหอมไทยภายใต้ บริษัท เอิร์ธ แฟคเทอรี จำกัด ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พัฒนา ‘กลิ่นไทย : A reflection of THAI’ ประสบการณ์กลิ่นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของ Thai Hospitality ผ่านการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์พิเศษสำหรับใช้บนเครื่องบิน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ ความรู้สึก และความทรงจำของผู้โดยสารในแต่ละช่วงของการเดินทาง
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากแนวคิดในการนำ “กลิ่นหอม” มาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบประสบการณ์ผู้โดยสาร โดย Bath&Bloom นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนากลิ่นที่สั่งสมมากว่า 24 ปีมาร่วมตีความอัตลักษณ์ของการบินไทยและเสน่ห์ของ Thai Hospitality ผ่าน ‘กลิ่นไทย : A reflection of THAI’ เพื่อให้ผู้โดยสารได้สัมผัสความสดชื่น ความผ่อนคลาย ความอบอุ่น และการดูแลแบบไทยตลอดการเดินทาง
คุณสุดคนึง กองอำนวยสุข ผู้อำนวยการด้านผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เอิร์ธ แฟคเทอรี่ จำกัด กล่าวว่า“ตลอดระยะเวลากว่า 24 ปีที่ผ่านมา Bath&Bloom สั่งสมความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและการตีความความเป็นไทยผ่านกลิ่น เราเชื่อมั่นว่ากลิ่นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สร้างความหอม แต่คือเครื่องมือในการถ่ายทอดตัวตนและสร้างความทรงจำที่ลึกซึ้ง ในฐานะ Scent Architect คือสถาปนิกนักออกแบบและวางโครงสร้างระบบกลิ่นแบบองค์รวมให้มีมิติที่ชัดเจน ดังเช่นคอลเลกชัน ‘Blooming Mémoire’ ที่เราสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อต้นปี เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘ตัวจุดประกายความทรงจำ’ (Memory Trigger) ที่เชื่อมโยงอารมณ์ของผู้โดยสารให้เข้ากับช่วงเวลาสำคัญของการเดินทาง โดยการสกัดเอาความประทับใจของเมืองไทยถ่ายทอดเป็นงานศิลปะผ่านประสาทสัมผัสในรูปแบบ Souvenir Soap เพื่อให้นักเดินทางสามารถพกพาบรรยากาศอันงดงามของประเทศไทยกลับไปเป็นความทรงจำ”
จากความสำเร็จดังกล่าว สู่ความท้าทายครั้งสำคัญในการร่วมมือกับการบินไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสพิเศษในการรังสรรค์ ‘กลิ่นไทย : A reflection of THAI’ ให้เป็นมิติใหม่ของการนำเสนอความเป็นไทยสู่สายตานักเดินทางทั่วโลก โดยหัวใจสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้ คือการใช้แนวคิด Emotional
Ecosystem หรือระบบนิเวศทางอารมณ์ของผู้โดยสารมาเป็นตัวนำ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการในแต่ละช่วงของการเดินทาง ตั้งแต่ความสดชื่นและการต้อนรับในช่วงเริ่มต้นไป จนถึงความสบายระหว่างเที่ยวบินและความรู้สึกสดใสพร้อมสำหรับการเข้าสู่จุดหมายปลายทางอย่างสมบูรณ์แบบ
ด้าน คุณสุกิจ ประสิทธิ์หิรัญ ผู้อำนวยการขาย บริษัท เอิร์ธ แฟคเทอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวคิดดังกล่าว Bath&Bloom และ การบินไทย ได้ร่วมกันพัฒนากลิ่นทั้งหมด 4 รูปแบบ ซึ่งแต่ละกลิ่นมีบทบาทแตกต่างกัน กลิ่นสามารถทำหน้าที่ตามบริบทการใช้งานและความรู้สึกของผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลา ขณะเดียวกันยังเชื่อมโยงกันภายใต้แนวคิดและอัตลักษณ์เดียวกัน เพื่อให้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางมีความต่อเนื่อง และทำงานร่วมกันเป็น Scent Family ประกอบด้วย
- First Light (Hand Wash): สะท้อน Welcoming Smile
และความสดชื่นของการเริ่มต้นเดินทาง
- Silken Veil (Hand & Body Moisturizer): ถ่ายทอด Thai Care
และความรู้สึกผ่อนคลายระหว่างเที่ยวบิน
- Blooming Horizon (Eau de Toilette): สะท้อน Thai Optimism
และความสดใสก่อนเข้าสู่จุดหมายปลายทาง
- Silk Route (Eau de Cologne): ส่งต่อ Thai Warmth for Everyone
เพื่อส่งต่อความอบอุ่นแบบไทยสู่ผู้โดยสารในวงกว้าง
ความท้าทายของการพัฒนา ‘Thai Scent’ คือการทำให้กลิ่นแต่ละรูปแบบมีบุคลิกและหน้าที่แตกต่างกัน แต่ยังสามารถเชื่อมโยงกันภายใต้ DNA เดียวกัน เราจึงไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าจะสร้างกลิ่นแบบใด แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่าผู้โดยสารควรรู้สึกอย่างไรในแต่ละช่วงของ การเดินทาง ก่อนนำความรู้สึกเหล่านั้นมาตีความเป็นกลิ่น เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถสัมผัสเสน่ห์ของ Thai Hospitality ได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ
ด้าน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้คำกล่าวไว้ว่า การบินไทยก้าวเข้าสู่ปีที่ 66 ของการดำเนินงาน โดยยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เชื่อมโยงประเทศกับผู้คนทั่วโลก พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการบริการที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วย คุณภาพตลอดมา ตามวิสัยทัศน์ในการเป็นสายการบินคุณภาพสูงที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ด้วยอัตลักษณ์ความเป็นไทย เชื่อมโยงประเทศไทยสู่ทั่วโลก
โดยยึดมั่นในปรัชญาการออกแบบประสบการณ์ผ่านหลัก “อายตนะทั้ง 6” ซึ่งครอบคลุมประสาทสัมผัสทั้งด้านการมองเห็น การลิ้มรส การสัมผัส การได้ยิน การได้รับกลิ่น และเหนือสิ่งอื่นใด
คือความรู้สึกสัมผัสได้ถึงการบริการด้วยหัวใจ อันเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความจดจำและสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ได้อย่างยั่งยืน
ด้วยความเชื่อมั่นว่า “กลิ่น” คือกลไกที่ทรงพลังที่สุดในการปลุกความทรงจำและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก การบินไทย จึงได้ร่วมมือกับ Bath&Bloom ในการรังสรรค์ Signature Scent เพื่อเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับประสบการณ์บนเที่ยวบิน โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งกลิ่น สอดคล้องกับแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเสน่ห์ของธรรมชาติและความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของการบินไทย ทั้งในด้านคุณภาพ ความสง่างาม และการบริการที่อบอุ่น สำหรับความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับใช้บนเค
รื่องบิน แต่ยังเป็นการผสานจุดแข็งของสองแบรนด์ไทย เพื่อร่วมกันถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านอีกหนึ่งมิติของประสบการณ์การเดินทาง พร้อมทั้งสะท้อนความมุ่งมั่นของการบินไทยในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ ให้เติบโตและเป็นที่รู้จักในระดับสากล
การรังสรรค์ ‘กลิ่นไทย : A reflection of THAI’ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญของแบรนด์ไทย มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศผ่านประสบการณ์การเดินทาง โดยเปลี่ยน “กลิ่นหอม” ให้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ช่วยเติมเต็มการต้อนรับแบบไทยสร้างความรู้สึกที่ต่อเนื่องในแต่ละช่วงเวลาของการเดินทาง และทำให้ผู้โดยสารจากทั่วโลกได้สัมผัสและจดจำเสน่ห์ของประเทศไทยในอีกมิติหนึ่ง
การออกแบบภายใต้แนวคิด Emotional Ecosystem ทำให้สามารถสร้างสรรค์กลุ่มกลิ่นที่ตอบโจทย์ช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ยังคงรักษา DNA ความเป็นไทยที่หรูหราและร่วมสมัยไว้ได้อย่างเป็นเอกภาพ:
FIRST LIGHT – กลิ่นแห่งการเริ่มต้น:
ผลิตภัณฑ์: Hand Wash
แนวคิด: Welcoming Smile
Concept: “The Fresh Start of Every Journey”
o แรงบันดาลใจและแนวคิดของกลิ่น: “First Light” สะท้อนความรู้สึกของการเริ่มต้นใหม่ที่มาพร้อมกับรุ่งอรุณ เป็นช่วงเวลาที่ผู้โดยสารก้าวขึ้นเครื่องบินและรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที ผสมผสานด้วย Peppermint, Bergamot และ Green note ของ Fig เพื่อปลุกประสาทสัมผัส พร้อมส่งมอบ “รอยยิ้มต้อนรับ” อันแสนสะอาดและสดชื่นสำหรับห้องโดยสาร
o มิติของกลิ่นในแต่ละช่วง:
Top Note (กลิ่นแรกเปิดสัมผัส): Peppermint, Bergamot, Lemon, Grapefruit, Fig, Clove
Middle Note (กลิ่นกลาง): Jasmine, Rose, Lily, Plum
Base Note (โน้ตฐาน): Musk, Cedarwood, Moss
SILKEN VEIL – กลิ่นแห่งการดูแล:
ผลิตภัณฑ์: Hand & Body Moisturizer
แนวคิด: Thai Care
Concept: “The Gentle Touch of Comfort in the Sky” — “Silken Veil”
wraps the skin in a whisper of calm.
o แรงบันดาลใจและแนวคิดของกลิ่น: นำแก่นแท้มาจาก Blooming Horizon
พร้อมเพิ่มกลิ่นอายของ Eucalyptus เพื่อช่วยปลอบประโลมและสร้างความสมดุลให้แก่นักเดินทางท่ามกลางจังหวะของการบิน เป็นการถ่ายทอดความใส่ใจแบบไทย (Thai Care) — นุ่มนวล ราบรื่น และสงบ — ราวกับผ้าไหมผืนบางที่ล่องลอยไปในอากาศ
o มิติของกลิ่นในแต่ละช่วง:
Top Note (กลิ่นแรกเปิดสัมผัส): Bergamot, Lemon, Grapefruit, Fig, Eucalyptus
Middle Note (กลิ่นกลาง): Jasmine, Lily, Violet
Base Note (โน้ตฐาน): Musk, Amber, Cedarwood
BLOOMING HORIZON – กลิ่นแห่งพลังบวก:
ผลิตภัณฑ์: Eau de Toilette
แนวคิด: Thai Optimism
Concept: “A soft dawn above the clouds”
o แรงบันดาลใจและแนวคิดของกลิ่น: ที่ระดับความสูง 30,000 ฟุต
ขอบฟ้าเรืองแสงเป็นชั้นสีพาสเทล ทั้งสีชมพู สีลาเวนเดอร์ และสีทอง
ซึ่งช่วงเวลาอันงดงามและเงียบสงบนี้คือแรงบันดาลใจเบื้องหลัง Blooming
Horizon กลิ่นหอมที่สะท้อนความรู้สึกเปี่ยมด้วยความหวัง (optimism)
ของรุ่งอรุณและความสงบสุขของความอบอุ่นแบบไทย
o มิติของกลิ่นในแต่ละช่วง:
Top Note (กลิ่นแรกเปิดสัมผัส): เปิดด้วยความสดชื่นของ Bergamot,
Lemon, Grapefruit, Fig และ Clove
ซึ่งสะท้อนถึงอากาศยามเช้าอันบริสุทธิ์และคมชัด
Middle Note (กลิ่นกลาง): หัวใจสำคัญคือมิติของดอกไม้ ได้แก่ Lily,
Jasmine, Neroli และ Juniper Berry
Base Note (โน้ตฐาน): ปิดท้ายด้วยความอบอุ่นนุ่มนวลจาก Woody,
Musk, Amber และ Peach Cream
SILK ROUTE – กลิ่นแห่งความอบอุ่น:
ผลิตภัณฑ์: Eau de Cologne
แนวคิด: Thai Warmth for Everyone
Concept: “Embrace the Clouds with Thai Airways”
o แรงบันดาลใจและแนวคิดของกลิ่น: “Silk Route” คือกลิ่นที่ถ่ายทอดคำมั่นสัญญาของการบินไทยในการมอบประสบการณ์การเดินทางอันไร้ที่ติเหนือท้องฟ้า เป็นการเดินทางอันนุ่มนวล (velvety voyage) ที่ผสมผสานความหรูหรา ความสะดวกสบายและความงามอันสงบสุขของประเทศไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวช่วยเปลี่ยนห้องโดยสารให้กลายเป็นพื้นที่อันสงบดั่งดินแดนแห่งความฝัน
o มิติของกลิ่นในแต่ละช่วง:
Top Note (กลิ่นแรกเปิดสัมผัส): เปิดด้วยความสดชื่นคมชัดของ Peppermint
เปรียบเสมือนสายลมเย็นบนที่สูงที่ช่วยปลุกความรู้สึกให้ตื่นตัวและพร้อมสำหรับการค้นพบ
Middle Note (กลิ่นกลาง): หัวใจหลักคือ Jasmine (ดอกมะลิ)
ดอกไม้อันเป็นที่รักและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย
สะท้อนถึงความอบอุ่นและการต้อนรับด้วยจิตวิญญาณความเป็นไทย
Base Note (โน้ตฐาน): ปิดท้ายด้วยความล้ำลึกของ Green Herbal
ที่ทำหน้าที่เป็นรากฐานเชื่อมโยงนักเดินทางให้เข้ากับผืนแผ่นดิน
แม้ในยามที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า
แนวทางการออกแบบกลิ่น (Scent Design Strategy)
o การสร้างสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ไทยและสากล (The Balance of Identity & Global Appeal): หลักการสำคัญในการพัฒนา Thai Scent คือการผสานความโดดเด่นของ Thai Identity เข้ากับ Global Preference เพื่อให้มั่นใจว่ากลิ่นหอมนี้มีกลิ่นอายของความเป็นไทยที่ชัดเจน แต่ขณะเดียวกันต้องมีความร่วมสมัย (Contemporary), สะอาด (Clean), และมีความเป็นสากลที่เข้าถึงผู้โดยสารจากทุกวัฒนธรรมได้อย่างไร้กำแพงด้านความรู้สึก
o Thai Jasmine: หัวใจแห่งเอกลักษณ์: Bath&Bloom เลือก ‘มะลิยามเช้า’ ช่วงเวลาที่มะลิมีความสดชื่น สะอาด อ่อนโยน และอบอุ่นที่สุด มาเป็นวัตถุดิบแกนกลาง (Signature Note)
เนื่องจากเป็นตัวแทนที่ทรงพลังในการเชื่อมโยงถึงประเทศไทยในระดับจิตใต้สำนึกของนักเดินทางทั่วโลก โดยนำมาตีความใหม่ให้ทันสมัยผ่านกระบวนการปรุงกลิ่นระดับพรีเมียม
o ศิลปะแห่งการผสมผสาน (Scent Blending Artistry): เพื่อยกระดับประสบการณ์กลิ่นให้เหนือกว่าความจำเจผสานความหอมของมะลิไทยเข้ากับส่วนประกอบสำคัญอื่น ๆ เช่น
• Peppermint & Eucalyptus: มอบความรู้สึกสดชื่น โปร่งสบาย
ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกปลอดโปร่งระหว่างการเดินทาง
• Bergamot: เพิ่มมิติความหรูหราและความสดใสในระดับสากล
• Cedarwood & Amber: ให้ความรู้สึกมั่นคง อบอุ่น และนุ่มนวลลึกซึ้งในตอนท้ายของกลิ่น
o การออกแบบผ่าน ‘ความรู้สึก’ ไม่ใช่ ‘วัตถุดิบ’: หัวใจของแนวทางนี้คือการ “ตีความความรู้สึก”
มากกว่าการสื่อสารด้วยวัตถุดิบแบบตรงตัว โดยเปลี่ยนผ่านจากการนำเสนอความเป็นไทยแบบจำลองสู่การส่งมอบความรู้สึกของความสดชื่น, ความอบอุ่น, ความสะอาด และความสงบ ซึ่งถือเป็น “สากลภาษา” ที่ผู้โดยสารทุกคนสามารถสัมผัสและเข้าใจถึงความหมายของการได้รับการดูแลได้อย่างแท้จริง
ความร่วมมือระหว่าง Bath&Bloom และ การบินไทย ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานการบริการบนเที่ยวบินผ่านประสาทสัมผัส (Sensory Hospitality) เท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการพิสูจน์ศักยภาพของแบรนด์ไทยในเวทีโลก ว่าเราสามารถเปลี่ยน “มรดกทางวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น “นวัตกรรมเชิงประสบการณ์” ที่ทรงคุณค่าและมีความหมายในระดับสากล